ตำนานความเชื่อ กระสือผีที่มีแต่หัวกับไส้

ผีกระสือ 2002

ผีกระสือ 2002 ตำนานโหด กระสือกินคน

ผีกระสือ 2002 สมัยก่อนนั้นได้เล่าต่อกันมาว่า กระสือ คือ ผีชนิดหนึ่ง ซึ่งในตอนที่เป็นมนุษย์มักทำงานหากินในทางสกปรก อย่างเช่น หลอกลวงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เช่น นำของเก๊หลอกขายเป็นของจริง พอตายไปต้องมาชดใช้กรรมด้วยการเป็นกระสือ

กระสือ นั้นชอบกินของเหม็นเน่า เวลากินก็ต้องเปลี่ยนร่างก่อน มีรูปร่างลักษณะ แบบคนผอมดำน่าเกลียดน่ากลัว ไม่ใส่เสื้อผ้า แล้วจึงกินของเน่าของสกปรกด้วยความหิวโซ พอกินเสร็จแล้วจะมาเช็ดปากกับผ้าของชาวบ้านซึ่งตากทิ้งค้างคืนไว้ มีความเชื่อกันว่าถ้าเอาผ้าที่กระสือเช็ดปากไปตีกับของแข็งต่างแรงๆ จะทำให้กระสือปากบวมเจ่อขึ้นมา หรือถ้าหากเอาผ้าไปต้มปากก็จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน

โดยนอกจากนี้ในบางตำนานยังได้เล่าอีกว่า ผีกระสือจะสิงในร่างของผู้หญิง ตกตอนกลางวันก็เป็นผู้หญิงทั่วๆไป แต่กลับมีพฤติกรรมคล้ายคนป่วยเจ็บออดๆแอดๆ แต่ตกกลางคืน วิญญาณร้ายของกระสือที่สิงอยู่ในร่างกายจะบีบให้ศีรษะและอวัยวะภายในหลุดและแยกออกจากร่างกาย และสามารถลอยได้ โดยลอยออกไปล่าเหยื่อกินควาย ทั้งสัตว์เล็ก ๆ เช่น กบ , หนูนา แต่จะไม่ชอบให้คนเห็นและชอบทำตัวหลบซ่อนพยายามไม่ให้ใครเจอ และไม่ทำร้ายคนก่อนนอกจากจะจนตรอกแล้วจึงสู้ ชอบกินเครื่องในมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไส้สดๆ แดงๆ จากนั้นก็ลอยไปเช็ดปากตามเสื้อที่ตากไว้ตามบ้านผู้คน

และสิ่งที่ผีกระสือชอบกินอีกอย่าง คือ อึ เพราะในสมัยก่อนไม่มีห้องน้ำเหมือนสมัยนี้ พอปวดท้องก็จะขุดหลุมเพื่อใช้เป็นห้องน้ำแบบชั่วคราว จึงทำให้ผีกระสือสามารถลอยไปกินอึได้แบบง่ายๆ ราวกับอาหารจานเด็ด พอชาวบ้านเริ่มทนไม่ไหวก็ต้องไปตามให้หมอผีมือฉมังมาปราบ แต่การปราบกระสือเป็นเรื่องที่น่าสังเวชมาก เพราะไม่สามารถไล่กระสือออกจากร่างกายของผู้เคราะห์ร้ายได้ เพราะวิญญาณของกระสือได้ฝังลากลึกลงไปในตัวตนของคนๆ นั้นแล้ว ฉะนั้นการปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคนๆนั้นไปเลยนั่นเอง

ในความพิเศษอีกอย่างของกระสือที่ผีตนอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ก็คือมีดวงไฟสีเขียวส่องสว่างอยู่ตรงหัวใจ เชื่อกันว่านั่นคือวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวของหญิงสาว ถ้าหากมองจากไกลๆก็เห็นเป็นไฟสีเขียว ๆ สลัว ๆ ท่ามกลางความมืด แต่ผีกระสือเป็นผีที่มีความรอบคอบ เพราะตอนออกจากร่างไปหากิน กระสือจะใช้ปากคาบผ้าห่มมาคลุมร่างอันไร้ศีรษะไว้ก่อนไป ในขณะที่หัวออกส่วนร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้ นอนนิ่งเหมือนหุ่นจนกว่าส่วนหัวจะกลับมาเข้าร่างนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *